ตำนานหงส์แดง สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด ( Steven Goerge Gerrad )

ตำนานหงส์แดง สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด

ตำนานหงส์แดง สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด (Steven Goerge Gerrad)

ตำนานหงส์แดง สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด

ตำนานหงส์แดง สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด

ชื่อ : สตีเว่น เจอร์ราร์ด

สัญชาติ : อังกฤษ

วันเกิด : 30 พฤษภาคม 1980

ตำแหน่ง : กองกลาง

ลงเล่น : 649 นัด

ยิงประตู : 126 ประตู

เท้าที่ถนัด : เท้าขวา

ย้ายร่วมทีม : ปี 1988

นัดแรก : 29 พฤศจิกายน 1998

    ตำนานหงส์แดงสตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด ผู้มีความรักให้กับทางสโมสรเป็นอย่างมากและเขาถือได้ว่าเป็นยอดกัปตันทีมของทางสโมสรที่มีแฟนบอลติดตามอยู่ทั่วโลกนั้นก็คือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลนั้นเอง ซึ่งเขามีชื่อเต็มว่า สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด หรือที่เราๆเรียกกันว่า เจอร์ราร์ด เขาเกิดเมื่อวันที่ 30 เดือนพฤษภาคม 1980 ที่เมืองวิสตัน เมอร์ซี่ยไซด์ลิเวอร์พูล เขาได้เข้าวงการฟุตบอลจากการที่เขานั้นได้ทำการลงเล่นให้กับโรงเรียนของเขานั้นเอง โรงเรียนนั้นมีชื่อว่าคาร์ดินัล ฮีแนน คาธอลิกไฮจ์สคูล ในเวสต์ดาร์บี้ ของเมืองลิเวอร์พูล โดยเวลานั้นเขามีอายุเพียงแค่ 8 ปี เท่านั้น เขาก็ได้เป็นสมาชิคของทางสโมสรลิเวอร์พูล วายทีเอส ก่อนที่จะทำการเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพของสโมสร หงส์แดง ในวันที่ 5 พฤษจิกายน 1997 โดยได้รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 700 ปอน์ด(เงินก้อนแรก) หรือราว ( 44,100บาท ) ต่อสัปดาห์

เจอร์ราร์ด ผู้เป็นตำนานของหงส์แดงนั้นเขาได้มีฉายาว่าเป็นกองกลางทรงพลัง โดยเขานั้นได้ฉายแววในตำแหน่งปีกขวา ก่อนได้จะโยกมมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ด้วยทักษะเฉพาะตัวทั้งเกมรุกและรับ และยังมีลูกที่เด็ดคือการยิงไกลแบบหวังผลได้นั้น ทำให้ เจอร์ราร์ด ได้รับตำแหน่งเป็นกองกลางตัวรุกและเป็นตำแหน่งหลักของ เจอร์ราร์ด จนถึงวันที่สิ้นสุดการค้าแข้งของเขา

จุดเริ่มต้นของสายอาชีพ

1998-2000 : ช่วงแรกของการค้าแข้ง

เจอร์ราร์ด หรือ “สตีวี่จี” ชื่อที่คนไทยคุ้นหูกัน เขาได้ทำการลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในนามของ หงส์แดง ชุดใหญ่นั้น เริ่มในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1998 โดยเขาได้รับโอกาสเปลี่ยนตัวลงไปเล่นแทน เวการ์ด เฮ็กเกม ในเกมนั้นทางลิเวอร์พูลได้พบ แบ็คเบิร์น  วึ่งนัดที่เขาได้ออกสตาร์เป็นตัวจริงเลยนั้นเกิดขึ้นในช่วงของเกมยูฟ่า คัพ ปี 1998 ที่ตอนนั้นลิเวอร์พูลพบกับ เซลต้า บีโก้ เนื่องจาก เจมี่ คาราเกอร์ มิดฟิลด์ตัวหลักของทีมมีอาการบาดเจ็บ และแม้ว่าทาง ลิเวอร์พูล จะแพ้ไปในนัดนั้น แต่ เจอร์ ราร์ด ของเรานั้นได้รับการยกย่องและมีคนกล่าวถึงมากว่าเขานั้นอนาคตไกลกับทางลิเวอร์พูลแน่นอน

ในเวลาต่อมา 1999-2000 หงส์แดงลิเวอร์พูลในยุคนั้นอยู่ภายใต้การคุมทีมของ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ชายผู้มีสายเลือดสเก๊าซ์ ก็ได้ยึดตำแหน่งตัวจริงโดยเวลานั้นเขาได้ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟลด์ตัวกลางที่ได้คู่กับ เจมี่ เร้ดแนมป์ และในปีเดียวนั้นเอง ที่เจอน์ราร์ด ต้องเจอกับใบแดงแรกในชีวิต จากการที่เขานั้นได้ติดสินใจทำฟาวล์ เควิน เคมป์เบลล์ กองหน้าของทาง เอฟเวอร์ตัน และเขาได้สร้างประตูแรกให้กับทางสโมสรที่เขารักในเกมพรีเมีบร์ชิพ ช่วงท้ายของ ฤดูกาลนั้น โดยเอาชนะ เชฟฟิลด์ เวสเดย์ มาได้ 4-1

ซึ่งดูเหตุการ์รวมๆแล้วนั้น เป็นปีที่ค่อนข้างดีเลยสำหรับทาง เจอร์ราร์ด  แต่มันก็ไม่มากนักเนื่องจากเขาต้องเจอกับอาการบาดเจ็บเกี่ยวกับปัญหาที่หลังอยู่บ่อย จนมีกระแสข่าวออกมาว่า แฟนบอลของทาง หงส์แดงนั้น อาจไม่ได้เห็นลีลาของเขาจนจบฤดูกาลเลยก็เป็นได้ แต่จากการดูแลของทาง สโมสรที่คัดสรรทีมแพทย์และผู้เชี่ชยวชาญ มาดูอาการของ เจอร์ราร์ดนั้น ก็ทำให้เขาหายมาเป็นปกติ ก่อนที่ อาการบาดเจ็บใหม่นั้นก็คืออาการบาดเจ็บบริเวณโคนขาหนีบ ที่ส่งผลให้เขานั้นต้องพักการลงสนาม แต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรง ซึ่งเขาพักเป็นเวลาสั้นๆเท่านั้นเอง และในที่สุดเขาก็สามารถลงเล่นได้แบบสมบูรณ์

2001-2003 : เวลาแห่งความาสำเร็จ

ในฤดูกาล 2000-2001 เจอร์ราร์ด เขามีอายุ 20 ปี ก็สามารถขจัดอาการบาดเจ็บที่ทำร้ายเขามาในฤูกาลที่ได้กล่าวมาข้างต้น และเมื่อเขาได้กลับมานั้นเขาโชว์ฟอร์มได้ดุดันกว่าที่เคย จนได้รับตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทางสมาคมนักฟุตบอลของแดนผู้ดีไปครอง และได้พาทีม หงส์แดง คว้าทริปเปิ้ลแขมป์ ทั้ง ยูฟ่า คัพ , เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ โดยเขาสามารถทำประตูในเกมชิงชนะเลิศของ ยูฟ่า คัพ ซึ่ง ลิเวอร์พูล กับ อลาเบส ได้อีกด้วย

เวลานั้นอาจมองได้ว่า เจอร์ราร์ด ของเราคือนักเตะที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากที่สุดของ ลิเวอร์พูล หลังจากที่เขาได้เข้าร่วมกับทางต้นสังกัตแห่งนี้นับตั้งแต่ปี 1989 และได้ขัดเกลาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ในอาคาเดมีของ หงส์แดง และได้สร้างตำนานไว้ก่อนหน้านี้ก็คือ สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ต่อมาก็คือคิวของ ไมเคิ่ล โอเว่น และ เจอร์ราร์ กลายเป็นตำนานอีกคนของ ประวัติลิเวอร์พูล

เวลาถัดมานั้นฤดูกาล 2001-2002 ด้วยรอบบินที่สูงขี้นจากเด็กดาวรุ่ง เปลี่ยนสถานะเป็นหัวใจสำคัญของหงส์แดง อย่างปฏิเสธไม่ได้โดยเจอร์ราร์ดมีส่วนสำคัญยิ่งจนทำให้ลิเวอร์พูล ปิดฉากเกมฟุตบอลที่อันดับ 2 ของรายการพรีเมียร์ชิพ ด้วยคะแนนที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีของทีมอีกด้วย

2003-2004 : ช่วงชีวิตการเป็นกัปตันทีม

เจอร์ราร์ด ยังคงเป็นหัวใจหลักของลิเวอร์พูลเหมือนตามเคย แต่บทบาทของเขานั้นได้รับเพิ่มมากขึ้นนั้นก็คือการสวมปลอกแขนกัปตันทีมครั้งแรกอย่างสมบูณณ์แบบของสตาร์ดังในวัย 23 ปี โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ซามี่ ฮูเปีย กองหลังชาวฟินแลนด์ ในเดือน ตุลาคม 2003 เนื่องจากหวังให้ เจอร์ราร์ด นั้นได้ก้าวข้ามตัวเองขึ้น

และมันก็ได้ผลแบบที่ได้คาดไว้เมื่อ เจอร์ราร์ด กลายเป็นผู้เล่นที่คอยเตื่อนลูกทีมและกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมของเขาได้อย่างดี ทั้งการอ่านเกมในสนามและเป็นแบบอย่างให้กับเพื่อนร่วมสโมสรเดียวกัน โดยในช่วงเวลา 2003/2004 เจอร์ราด ต้องค่อยตัดเกมรุกของอีกฝ่ายด้วยนั้น โดยได้ใบเหลืองไป 2 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เล่นที่เป็นเล่นตามกฏกติกาตรงไปตรงมาจริงๆ

2004-2005 : แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หงส์แดง ในยุคของการปรับเปลี่ยนที่ไม่มี ไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าตัวหลักของทีม ซึ่งได้ทำการขายให้กับทาง ราชันชุดขาว และอาการบาดเจ็บหนักของ ณิบริล ซิสเซ่ ดีกรีหัวหอกของทีมชาติฝรั่งเสษ จนทำให้ต้องพักยาว, นักเตะแกนหลักอีกหลายรายเลยในช่วงเวลานั้นที่ไม่สมบูรณ์รวมถึงการเปลี่ยนโค้ชคนใหม่ขึ้นมานำทัพนั้นก็คือ ราฟาเอล เบนิเตส ที่ได้ดำลงตำแหน่งแทน อุลลืเยร์ ที่โดนปลดออกไปก่อนหน้านี้

โดยขณะนั้นเองกัปตันทีมของเราก็ยังไม่สามารถตัดสินอนาคตของตัวเขาเองได้ว่าจะอยุ่กับทางทีมต่อไปหรือเปล่า แต่เจอร์ร์าดก็ยังทุ่มเทเต็มกำลังในการลงเล่นให้กับต้นสังกัต จนเขาสามารถพาทีม ผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศศึก ยุฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แบบเกินการคาดหมาย ซึ่งลิเวอร์พูลตอนนั้นต้องพบกับทางทีม เอเซี มิลาน ยอดทีมจาก อิตาลี ในการฟาดแข้งที่สนาม อตาเติร์ก สเตเดี้ยม กรุงอันตันบุล ณ ปรเทศตุรกี และสถานณ์ก็ดูเหมือนว่า หงส์แดง จะต้องผิดหวังกับเกมครั้งนี้เนื่องจากการแข่งขันครึ่งแรกได้จบลง เมื่อเป็ฯฝ่ายที่ถูกนำไปก่อนถึง 0-3 แต่เพราะกัปตันทีมของหงส์แดงซึ่งก็ือเจอร์ราร์ดของเรานั้นเอง ที่ไม่คิดจะยอมแพ้และกระตุ่นให้เพื่อนร่วมทีมมีไฟ และเขาก็โหม่งทำประตูตีไข่แตกได้และช่วยให้ลเวอร์ไล่มาเป็น 1-3 พร้อมกับประกายความหวัง

หลังจากนั้นเอง วลาดิเมยีร์ ซมิเซอร์ ก็ทำให้หงส์แดงนั้น ไล่ขึ้นมา 2-3 ท่ามการไฟแห่งความหวังทั้งแฟนบอลเล่นตัวนักเตะเองเสียงเชียร์จากแฟนบอลที่ร้องเพลง ” You will never walk alone “ กระหิ่มไปทั่วสนามอตาเติร์ก ทำให้ส่งพลังไปให้กับนักเตะจนทำใหมีประตูเสมอทำให้แฟนบอลของ มิลาน ต้องตะลึง

การแข่งขันยังคงดำเนินต่อด้วยสกอร์ 3-3 ต้องไปตัดสินในเกมจุดโทษ หลังจากที่ได้ต่อเวลาพิเศษกันมาแล้ว เจอร์ซี่ ดูเด็ด มือประตูชาวโปรแลนด์ ก็สามารถช่วยเซฟจุดโทษให้ลิเวอร์พลู คว้าแชมป์ยุโรป มาครองได้แบบสุดมัศจรร์ยและเป็นที่กล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบันนี้

ติดตามข่าวสาร : พรีเมียร์ลีก

อ่านข่าวฟุตบอล :: ประวัตินักกีฬา

ติดตาม Facebook fans page :: Footballdaily365