ฟอร์มเพอร์เฟกต์  เจาะ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล บุกพิชิต เลสเตอร์

ฟอร์มเพอร์เฟกต์ ! เจาะ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล บุกพิชิต เลสเตอร์

ฟอร์มเพอร์เฟกต์  เจาะ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล บุกพิชิต เลสเตอร์

ฟอร์มเพอร์เฟกต์  เจาะ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล บุกพิชิต เลสเตอร์

ฟอร์มเพอร์เฟกต์  เจาะ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล บุกพิชิต เลสเตอร์

ฟอร์มเพอร์เฟกต์  เจาะ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล บุกพิชิต เลสเตอร์

ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นแล้วว่าการต้องเจอกับโปรแกรมถี่ยิบ และการต้องเดินทางไกล ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพความฟิตของ

เหล่าขุนพล “หงส์แดง” เพราะในเกมเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ นักเตะทุกคนวิ่งสู้ฟัดแบบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย

ส่งผลให้พวกเขาบุกอัดเจ้าบ้าน 4-0 เกมบ็อกซิ่ง เดย์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ชัยชนะในแมตช์นี้

มีความสำคัญมากๆ เพราะทำให้ “เดอะ เร้ดส์” ทำคะแนนฉีกหนี “เดอะ ฟ็อกซ์” ไปแล้ว 13 คะแนน และยังมีเกมอยู่ในมืออีก 1 แมตช์

ที่สำคัญพวกเขายังคงรักษาสถิติไม่แพ้ใครในลีกฤดูกาลนี้ และรั้งตำแหน่งจ่าฝูงอย่างเหนียวแน่นด้วยคะแนนถึง 52 คะแนน นอกจากนี้

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งการเล่นเกมรุก และรับ โดยเฉพาะความแม่นยำ

ในการผ่านบอลจากริมเส้น รวมไปถึงการยิงประตูที่เฉียบคม เช่นเดียวกัน โจ โกเมซ ที่หลายคนมองว่าจะเป็นบ่อน้ำมันในเกมรับ

แต่กลายเป็นว่าเขาเล่นได้เข้าขากับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่สำคัญยังรับมือกับ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ดีเยี่ยมจริงๆ

1. ครองเกมเบ็ดเสร็จเด็ด

ก่อนเกมนี้สาวก “เดอะ ค็อป” อาจจะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสภาพความฟิตเนื่องจากนักเตะลิเวอร์พูล เดินทางไกลกลับมาจากตะวันออกกลาง

และได้พักประมาณ 2-3 วันเท่านั้น แถม เลสเตอร์ ซิตี้ มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเอาชนะให้ได้ ฉะนั้นแมตช์นี้มีความเป็นไปได้ที่ “หงส์แดง” จะโดน

ไล่บดอย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงนกหวีดเป่าเริ่มขึ้น ลูกทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่รู้ไปเอาพลังมาจากไหนวิ่งสู้ฟัดไล่เพรสซิ่งจนแนวรับ

“สุนัขจิ้งจอก” ปั่นป่วนเล่นผิดพลาดจนทำให้แนวรุกทีมเยือนมีโอกาสจบสกอร์หลายต่อหลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ ฟีร์มีโน่ ขาดความเฉียบคม

กระนั้นประตูปลดล็อกจากการโยนของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เผด็จศึกช่วยทำให้ “เดอะ เร้ดส์” ผ่อนคลาย ส่วนในครึ่งหลัง

ลิเวอร์พูล ยังคงครองเกมตลอด ขณะที่ “เดอะ ฟ็อกซ์” แทบไม่ได้โอกาสบุกเข้ามาสร้างความหวาดเสียวให้กับ อลิสซง เบ็คเกอร์ เลย ที่สำคัญ เลสเตอร์

ภายใต้การกุมบังเหียนของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็นทีมที่มีเกมรุกดุดันมาตลอด แต่ในแมตช์นี้พวกเขาไม่สามารถทำอะไรเกมรับ “หงส์แดง” ได้เลย

และยิงไม่ตรงกรอบแม้แต่ครั้งเดียวในแมตช์นี้ ฉะนั้นต้องยอมรับว่า คล็อปป์และลูกทีมเล่นได้ตามแผนที่วางเอาไว้

2. เทรนต์ระเบิดฟอร์ม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างสุดยอดมาตลอดในช่วงที่ผ่านมาก็คือการเล่นที่ยอดเยี่ยมของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

โดยเฉพาะในแมตช์เยือนถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ถือเป็นการระเบิดฟอร์มขั้นเทพอย่างแท้จริง “เจ้าหนูเทรนต์” สามารถกดดันเกมรับทางฝั่งซ้ายของ

“สุนัขจิ้งจอก” ได้ตลอด แต่ทีเด็ดของเขาไม่ใช่แค่การอยู่ทางฝั่งขวาเท่านั้น เพราะมีหลายครั้งที่เจ้าตัววิ่งไปเล่นทางฝั่งซ้ายและเปิดบอลให้ทีมทำประตู โดยแมตช์นี้ก็เช่นกัน

เมื่อ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดบอลให้ ฟีร์มีโน่ จบสกอร์อย่างงดงามในครึ่งแรก สำหรับครึ่งหลัง “เจ้าหนูเทรนต์” ก็ยังคงทำหน้าที่เติมเกมบุกให้ทีมอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่การเล่นเกมรับคงต้องบอกว่าแมตช์นี้เขาแทบไม่ค่อยได้เจองานหนักเท่าไหร่ และแน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสได้เปิดบอลจากทางริมเส้น เชื่อขนมกินได้ว่ามีลุ้นประตู

ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวก็ผ่านเปิดบอลต่ำให้ “บ็อบบี้” ตะบันอีกประตู นอกจากผลงานแอสซิสต์แล้ว การยิงประตูก็ยังคงเป็นทีเด็ดของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เกมนี้

เขาก็แสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงศักยภาพในการซัดประตูโดยจัดการกดเต็มข้อบอลพุ่งตรงดิ่งผ่านมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างงดงาม ต้องยอมรับว่าแมตช์นี้

แบ็กขวาเลือดผู้ดี ซึ่งทำไปแล้ว 18 แอสซิสต์จากการเล่นเกมพรีเมียร์ลีก 32 แมตช์ตลอดปี 2019 เล่นได้เพอร์กเฟกต์ทุกอย่าง และตอนนี้คงยากจะหาใครก้าวขึ้นมาเทียบในฐานะ

แบ็กขวาที่ดีที่สุดในอังกฤษแล้ว

3. รุกคม-รับแน่น

การเล่นฟุตบอลในสไตล์ของ คล็อปป์ คือ “เกเก้นเพรสซิ่ง” โดยนักเตะทุกคนต้องวิ่งไล่กดดันคู่แข่งตลอด และหากเสียบอลก็ต้องรีบแย่งบอลกลับคืนมาให้เร็วที่สุด โดยแมตช์นี้ทุกๆ

คนที่ได้ชมเกมต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 3 ประสาน “หินเหล็กไฟ” วิ่งไล่ตั้งแต่หน้าประตูคู่แข่ง ขณะที่แผงกองกลางทั้ง จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม, นาบี เกอิต้า และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ทำหน้าที่เป็นพลังขับเคลื่อนคอยสนับสนุนแนวรุก และยังลงมาช่วยเกมรับด้วย จะเห็นได้ชัดว่าทั้งสามคนพร้อมไล่บี้เพื่อแย่งบอลในแดนกลาง จนแผงมิดฟิลด์เลสเตอร์ ทำอะไรไม่ได้เลย

ในส่วนของเกมรับ…หลายครั้งที่สาวก “เดอะ ค็อป” อาจจะออกแนวปรามาส โจ โกเมซ ว่าน่าจะเป็นบ่อน้ำมัน หลังต้องลงมาเล่นตัวจริงเนื่องจาก โฌแอล มาติป และ เดยัน ลอฟเรน มีปัญหาบาดเจ็บ

แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า โกเมซ เล่นเข้าขากับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ได้ดีพอสมควร การจับคู่เซนเตอร์แบ็กตัวจริง 2 เกมพรีเมียร์ลีก พวกเขาช่วยให้ทีมไม่เสียประตู ฉะนั้นในเวลานี้แฟนบอลลิเวอร์พูล

คงต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพราะ โกเมซ ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ แม้แมตช์นี้อาจจะมีพลาดไปบาง 2 ครั้งช่วงท้ายเกม แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบจนทำให้ทีมต้องเสียเปรียบ

4. คล็อปป์สั่งเน้นเต็มสูบ

สำหรับเกมนี้มีความหมายมากกับทั้ง ลิเวอร์พูล และ เลสเตอร์ เพราะหากเจ้าบ้านชนะจะไล่บี้จ่าฝูง 7 คะแนน แต่หาก “หงส์แดง” ชนะจะทำให้พวกเขาทำแต้มฉีกหนีไปเป็น 13 แต้ม

แถมยังมีเกมอยู่ในมืออีก 1 แมตช์ ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ คล็อปป์ ถึงสั่งเน้นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ 4 ประตูที่เกิดขึ้นทำให้ ลิเวอร์พูล ซัดไปแล้ว 501 ประตูภายใต้การทำงานร่วมกับ คล็อปป์

ซึ่งเขาเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อเดือนตุลาคม 2015 โดยประตูแรกเกิดขึ้นจาก เอ็มเร่ ชาน แมตช์เสมอ รูบิน ในศึกยูโรปา ลีก ส่วนในพรีเมียร์ลีกมาจาก คริสติย็อง เบนเตเก้

เมื่อเช็คสถิติแล้ว ลิเวอร์พูล ยุค ราฟาเอล เบนิเตซ ยิงไป 371 ประตู, สมัยที่ เชราร์ อุลลิเยร์ ตะบันไป 354 ประตู, 437 ประตูสมัยที่ เคนนี่ ดัลกลิช คุมยุคแรก โดยมีเพียงแค่ บ็อบ เพสลี่ย์ ซัดไป 648 ประตู

และ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ที่คุมทัพตะบันไป 1,034 ประตูที่เหนือกว่าเขา นับจากนี้ไป คล็อปป์ ยังมีคิวที่จะนำลูกทีมลงเล่นอีกหลายเกม เพราะเขาเพิ่งจะขยายสัญญาออกไปถึงปี 2024

และหากทีมยังคงเล่นเกมบุกสไตล์เฮฟวี่เมทัลแบบนี้ต่อไป เชื่อได้เลยว่าทีมยังสามารถซัดประตูได้เป็นกอบเป็นกำยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่า

5. ผ่าน “สุนัขจิ้งจอก” รอดวล “หมาป่า”

ในช่วงต้นเดือนธันวาคม มีความกังวลเกี่ยวกับโปรแกรมที่หฤโหดของ ลิเวอร์พูล เนื่องจากพวกเขาต้องลงแข่งแบบถี่ยิบ รวมไปถึงการเดินทางไกลไปตะวันออกกลาง เพื่อทำศึก

ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ แต่ดูเหมือนความกังวลทั้งหมดจากแฟนบอล ไม่มีอยู่ในหัวของ คล็อปป์ และนักเตะทุกคน หากไม่นับเกมคาราบาว คัพ ที่แพ้ยับ แอสตัน วิลล่า ต้องบอกว่า

“เดอะ เร้ดส์” ทำผลงานได้ดีเยี่ยม โดยในเกมล่าสุดสามารถบุกไปเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งลุ้นแชมป์ลีก แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งสกอร์ และรูปเกม ทำให้ตอนนี้การผลัดเปลี่ยน

จากปี 2019 สู่ปี 2020 ดูช่างสดใสเหลือเกิน

โปรแกรมต่อไปของ ลิเวอร์พูล คือการเปิดถิ่นแอนฟิลด์ รับมือ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ วันอาทิตย์ที่ 29 ธ.ค. จากนั้นยังได้เล่นในบ้านปะทะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

ในวันพฤหัสบดีที่ 4 ม.ค. 2020 ทั้งสองเกมนี้หลายคนอาจจะมองว่า “หงส์แดง” เหนือกว่า แต่ด้วยสไตล์ของ คล็อปป์ ไม่มีทางที่จะคิดแบบนั้นแน่นอน

และมองว่าทุกเกมมีความหมาย จึงต้องเน้นเหมือนที่เยือน เลสเตอร์

 

อ่านข่าวฟุตบอล :: ข่าวฟุตบอลน่าสนใจ
ติดตาม Facebook fans page :: Footballdaily365